วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556


10 อันดับ ความแตกต่างของ iPhone 5 และ Samsung Galaxy S III
     ตอนนี้ iPhone5 กำลังมาแรงมีข่าวมาแทบทุกวัน ทางทีมงาน toptenthailand เลยนำข้อมูลมาเปรียบเทียบสเปค และ ฟีเจอร์ของมือถือตัวท็อปของค่ายคู่แข่งคนสำคัญเลยทีเดียวกันบ้าง นั่นก็คือ Samsung Galaxy S III นั่นเอง ซึ่งทำยอดขายที่เรียกได้ว่า ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยทีเดียว แถมยังมาพร้อมกับความสามารถที่โดดเด่นตามสไตล์ของ Android และยังมีฟีเจอร์ และลูกเล่นใหม่ๆ ให้เล่น แต่ทาง Apple iPhone 5 ก็มาพร้อมกับ iOS 6 ที่มีฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้เล่นเช่นกัน รวมถึงรูปร่างดีไซน์ที่เปลี่ยนไปด้วย ดูแล้วช่างสูสียิ่งนัก ดังนั้นเราลองมาเปรียบเทียบฟีเจอร์ และสเปคเบื้องต้นของมือถือ 2 เครื่องนี้กันดูครับว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง ไปติดตามกันเลยครับ
อันดับ 10 ความแตกต่างเรื่อง NFC (การเชื่อมต่อไร้สายระยะใกล้)
อันดับที่ 10 ของทีมงาน toptenthailand ได้แก่ ของการเชื่อมต่อไร้สายระยะใกล้ หรือที่เรียกว่า NFC นั่นเอง เราไปอ่านกันดีกว่าครับว่าเป็นอย่างไร
iPhone 5 ไม่มีฟีเจอร์การเชื่อมต่อไร้สายระยะใกล้ใส่เข้ามาในตัวเครื่อง ทั้งๆที่เป็นรุ่นใหม่ ทำให้กลายเป็นประเด็นให้ฝ่ายอื่นโจมตีพอสมควร
Samsung Galaxy S III มีการรองรับ NFC เป็นการแตะเครื่องสองเครื่องเพื่อแชร์ข้อมูลให้กันอย่างง่ายๆ ทำให้สะดวกต่อการส่งข้อมูลให้กันเป็นอย่างมาก สรุปสรุป
ความแตกต่าง : Samsung Galaxy S III ได้เปรียบในข้อนี้เพราะว่าจุดขายคือ S-Beam ที่แตะเครื่องสองเครื่องเพื่อแชร์ข้อมูลให้กันอย่างง่ายดาย ทาง iPhone 5 ก็คงจะสู้ตรงนี้ลำบากซักหน่อยเพราะไม่มีเหมือนกับ Samsung Galaxy S III
อันดับ 9 ความแตกต่างเรื่อง LTE และการเชื่อมต่อเครือข่าย
อันดับที่ 9 ของทีมงาน toptenthailand ได้แก่ เรื่องของ LTE และการเชื่อมต่อเครือข่ายนั่นเอง
iPhone 5 รองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูง 4G LTE อย่างที่ทางผู้ให้บริการเครือข่ายต่างเคยออกมาฟันธงไว้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของ Apple จะต้องมีฟังก์ชั่นนี้ ในขณะนี้ทาง Verizon, AT&T และ Sprint กำลังขยายเครือข่าย LTE ออกไป Apple iPhone 5 เป็นรุ่นแรกที่ทาง Apple ตัดสินใจใส่ LTE เข้าไป โดยดีไซน์แบบทูโทนถือเป็นผลจากการปรับปรุงประสิทธิภาพของเสารับสัญญาณและชิป LTE(ต้องรอการทดสอบการใช้งานจริง ว่า LTE ในสมาร์ทโฟนเครื่องไหนจะสามารถรับสัญญาณได้ดีที่สุดและไม่หลุดบ่อย)
Samsung Galaxy S III นั้น โทรศัพท์ของ Samsung มีฟีเจอร์นี้มาในมือถือหลายๆ รุ่นก่อนหน้านี้แล้ว
สรุปความแตกต่าง : สำหรับ "การเชื่อมต่อ" ที่แม้จะดูแตกต่างกันสำหรับคำว่า "LTE" แต่เอาเข้าจริง พอมาเมืองไทยก็ยังคงไม่มีอะไรแตกต่าง หากแต่ยังใช้ได้แค่ความเร็วระดับ 3G แบบปกติ ส่วน Wi-Fi ที่ iPhone 5 ประกาศการรองรับมาตรฐานทั้ง a/b/g และ n ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น ตรงนี้ Samsung เองก็เคยประกาศการใช้ Wi-Fi แบบ Dual Band มาก่อนหน้านี้ ทำให้ความได้เปรียบเสียเปรียบแทบจะไม่มีเลย
อันดับ 8 ความแตกต่างเรื่องราคา
อันดับที่ 8 ของทีมงาน toptenthailand ได้แก่ เรื่องของที่ทุกคนกำลังรอคอยราคาของ "ไทย" เรานั้นว่าจะอยู่ที่เท่าไร เพราะตอนนี้มีแต่ราคาของต่างประเทศออกมาแค่นั้นเอง
iPhone 5 เปิดราคา รุ่น 16GB มาเท่ากับราคาเดิมตอนเปิดตัวของ iPhone 4S คือประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท (อ้างอิงจากราคาในประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง)
Samsung Galaxy S III รุ่น 16GB ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 21,900 บาท ซึ่งก็ถือว่าสูสีกันกับ iPhone 5
สรุปความแตกต่าง : "ราคา" ที่ได้เห็นกันตอนนี้คือ "ราคา" ในต่างประเทศ แต่ " ราคา " ของประเทศไทยเรายังคงเป็นปริศนากันต่อไป เพราะเชื่อเหลือเกินว่า "ประเทศไทย" จะถูกจัดให้ไปอยู่ในประเทศลำดับหลัง ที่อาจจะได้วางจำหน่ายกันจริงๆ ในเดือนธันวาคม 2555 นี้ แต่การคาดเดาที่พอจะเป็นไปได้คือ การสวมราคาเดิมของรุ่นก่อนหน้านี้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ Samsung Galaxy S III ก็จะมีราคาที่ถูกกว่า 1,000 บาททันที
อันดับที่ 7 ความแตกต่างเรื่อง การถ่ายภาพ และบันทึกวีดีโอ
ของทีมงาน toptenthailand คือ เรื่องที่ทุกคนในโลกนี้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ต่างรอคอยกันมากที่สุดว่า สองเจ้านี้จะมีฝั่งใดดีกว่าหรือเหนือกว่า อยากรู้ลองไปติดตามกันเลยครับ
iPhone 5 นั้น ทางApple ได้เพิ่มความสามารถด้านการถ่ายภาพบน iPhone 5 แต่ก็ถือว่าไม่มากขึ้นจากเดิมเท่าไหร่นัก โดยมีโหมด dynamic low-light mode ที่สามารถถ่ายภาพในที่มืดได้ดีขึ้น มี 5-element lens และ f/2.4 aperture และเพิ่มโหมด Panorama หรือโหมดถ่ายภาพมุมกว้างเป็นครั้งแรกสำหรับมือถือ iPhone โดยสามารถถ่ายภาพได้ถึง 360 องศาด้วยความละเอียดภาพ 8 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ CPU A6 ยังช่วยในการโฟกัสภาพ และจับภาพให้เร็วขึ้น รวมถึง smart filter ที่ช่วยให้สีสันของภาพสมจริง และลด noise ได้ดียิ่งขึ้น และยังมี Shared Photo Streams ที่ให้คุณแชร์ภาพที่คุณถ่ายให้เพื่อนได้ทันทีผ่านทาง iCloud กล้องหน้าความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล บันทึกภาพระดับ HD 720p
Samsung Galaxy S III มาพร้อมกับระบบกล้องถ่ายภาพความละเอียด 8 ล้านพิกเซลที่น่าประทับใจมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเริ่มต้นถ่ายภาพด้วยความเร็ว 990ms และสามารถถ่ายได้ที่ความเร็ว 3.3 ภาพต่อวินาที ถ่ายต่อเนื่องได้สูงสุด 20 ภาพต่อครั้ง, Best Shot หรือโหมดเลือกภาพที่ดีที่สุด พร้อม Zero Shutter Lag หรือการถ่ายภาพแบบไร้ซึ่งการหน่วงเวลา, ระบบจดจำใบหน้าเพื่อนเวลาถ่ายภาพ ซึ่งสามารถแชร์ภาพให้เพื่อนได้ทันที, มีฟีเจอร์ HDR, Panorama, Smile Shot, Beauty Mode มาเต็มบนเครื่อง, กล้องหน้าความละเอียด 1.9 ล้านพิกเซล ด้านการบันทึกวีดีโอ สามารถบันทึกที่ระดับ Full HD 1080p พร้อมระบบกันสั่น กล้องหน้าบันทึกภาพระดับ HD 720p
สรุปความแตกต่าง : iPhone นั้นได้ยกระดับมาตรฐานกล้องบนโทรศัพท์ขึ้นมาและได้มีการปรับปรุงระบบถ่ายภาพ ใน iPhone 5 ที่สามารถถ่ายได้เร็วขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งเพิ่มโหมดพาโนราม่าแบบใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้ภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ส่วน Samsung Galaxy S3 นั้นก็ไม่น้อยหน้า มีเซ็นเซอร์ที่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เช่นเดียวกับ iPhone 5 โดยชูจุดขายที่ลูกเล่น พาโนราม่า, ถ่ายภาพต่อเนื่อง และอื่นๆ อีกมากมาย แม้ว่าขณะนี้ยังไม่ได้จับกล้องใน iPhone 5 แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำได้ดีเช่นเดียวกับที่ Samsung Galaxy S3 เคยทำไว้ ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องรอการพิสูจน์หลังจากที่ iPhone5 จำหน่ายออกมาแล้ว
ความแตกต่างเรื่อง ซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่น
อันดับที่ 6 ความแตกต่างเรื่อง ซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่น
ของทีมงาน toptenthailand ได้แก่ เรื่องของซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ จะเป็นอย่างไรบ้างลองไปอ่านกันครับ
iPhone 5 นั้นใช้แอพพลิเคชั่นของ iOS ใน App Store ซึ่งผู้ใช้นั้นรู้ๆ กันดีอยู่แล้วว่า มีแอพดีมากกว่าแอพไม่ดี เพราะว่า iOS มีใช้กับอุปกรณ์ของ Apple เท่านั้น ไม่เหมือนกับทาง Android ที่มีมือถือหลากหลายรุ่น ทำให้นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นพัฒนาได้ลำบากกว่า ส่วนฟีเจอร์พิเศษของ iPhone 5 (iOS 6) นั้นมาพร้อมกับ Siri คือแอพเลขาสุดฉลาด (แต่เธอยังไม่เก่งภาษาไทย), ตัด Google Maps ออกไป และใช้แผนที่ของตัวเอง แต่ยังมีการจัดเรียงแอพแบบโบราณอยู่ คือ เรียงเป็นแถวๆ เหมือนเดิม ไม่สามารถจัดได้เองเหมือน Android
Samsung Galaxy S III ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice-Cream Sandwich แต่จะอัพเป็น Android 4.1 Jelly Bean ได้เดือนหน้า แต่อย่างไรก็ตาม แอพ Android นั้นดูเหมือนจะด้อยกว่า iOS อยู่พอสมควรตามเหตุผลที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ แต่ข้อดีของ Android OS ก็คือ คุณสามารถปรับแต่งหน้าจอ หรือตัวเครื่องได้อย่างที่ใจคุณต้องการ สามารถโหลด Widgets สวยๆ มาแต่งตัวเครื่องของคุณได้ นอกจากนี้ S III ยังมีฟีเจอร์พิเศษพกติดตัวมาด้วย นั่นก็คือ Pop-up Play, S Bean หรือการส่งข้อมูลขนาดใหญ่ได้ในเวลาอันสั้นผ่าน NFC ที่ iPhone 5 ไม่มี, Smart Stay ระบบตรวจจำดวงตาผู้ใช้ หน้าจอจะไม่ดับถ้าหากว่าเรามองหน้าจออยู่, และ S Voice ระบบตอบคำถาม และเลขาส่วนตัว เหมือนกับ Siri
สรุปความแตกต่าง : จะเห็นว่าในด้านซอฟเเวร์นั้น iPhone 5 ถือว่ายังทำได้ดีกับเเอพลิเคชันเเนว 3rd Party ที่หลากหลายเเละคุณภาพค่อนข้างดีกว่าของ Android ในขณะเดียวกันถ้าเเอพลิเคชันที่เราใช้หลักๆ ใน Android นั้นเราพอใจอยู่เเล้ว เเอพลิเคชันลูกเล่นต่างๆ ใน iOS อาจจะไม่จำเป็นสำหรับเราก็ได้ ในขณะเดียวกัน จุดเเข็งของ Galaxy S III นั้นจะเป็นเรื่องของตัวเลขมากกว่า คือ ราคา ขนาดหน้าจอ ความละเอียดหน้าจอ เเบตเตอรี่ความจุสูง เเละเพิ่ม microSD ได้ ซึ่งเเน่นอนทำให้ Galaxy S III นั้นดูคุ้มค่ากว่าในเกือบทุกกรณี เเต่ Galaxy S III เองก็มีข้อจำกัดในหลายด้าน อย่างเช่นอินเตอร์เฟซ หรือความรู้สึกดีเเละประณีตในงานประกอบเเละตัวซอฟเเวร์นั้นดูเเล้วยังคงเป็น รองของ iPhone 5 อยู่ดี รวมไปถึงถ้าเน้นเรื่องกล้องนั้น Galaxy S III ทำออกมาได้ไม่น่าประทับใจนักเมื่อเทียบกับ iPhone 5 ถึงเเม้สเปคกล้องจะสูสีกัน เเต่ที่ต่างกันคือตัว ISP ที่ใช้ทำการปรับเเต่งภาพที่ iPhone 5 ทำได้ดีกว่านั้นเอง
S! Hitech Comment
**หมายเหตุ
    ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง Toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ Toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก Toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.Toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

FaceBook~ :)


Facebook คืออะไร ประวัติของ Facebook 
 
Facebookคืออะไร
 

 Facebook เป็นเว็บไซต์ประเภท Social Media Website หรือ เว็บสังคมออนไลน์รุ่นใหม่ 
 
Facebook คืออะไร
     "facebook"คือ บริการบนอินเทอร์เน็ตบริการหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารและร่วมทำกิจกรรมใดกิจกรรม หนึ่งหรือหลายๆ กิจกรรมกับผู้ใช้ Facebook คนอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งประเด็นถามตอบในเรื่องที่สนใจ  โพสต์รูปภาพ  โพสต์คลิปวิดีโอ  เขียนบทความหรือบล็อก แชทคุยกันแบบสดๆ  เล่นเกมส์แบบเป็นกลุ่ม (เป็นที่นิยมกันอย่างมาก) และยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ผ่านแอพลิเคชั่นเสริม (Applications) ที่มีอยู่อย่างมากมาย ซึ่งแอพลิเคชั่นดังกล่าวได้ถูกพัฒนาเข้ามาเพิ่ม เติมอยู่เรื่อยๆ
           Facebook เป็น social network ที่ได้รับความนิยมอีกแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งถ้าในต่างประเทศ ความยิ่งใหญ่ของ facebook มีมากกว่า Hi5 เสียอีก แต่ในประเทศไทยของเรา Hi5 ยังครองความเป็นเจ้าในด้าน social network ในหมู่คนไทย
 
ประวัติความเป็นมาของ facebook
 
ประวัติfacebook
 
     Mark Zuckerburg ได้เปิดตัวเว็บไซต์ facebook เมื่อปี 2548
     เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปี พุทธศักราช 2548 Mark Zuckerburg ได้เปิดตัวเว็บไซต์ facebook ซึ่งเป็นเว็บประเภท social network ซึ่งตอนนั้น เปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้น และเว็บนี้ก็ดังขึ้นมาในชั่วพริบตา เพียงเปิดตัวได้สองสัปดาห์ ครึ่งหนึ่งของนักศึกษาที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็สมัครเป็นสมาชิก facebook เพื่อเข้าใช้งานกันอย่างล้นหลาม และเมื่อทราบข่าวนี้ มหาวิทยาลัยอื่นๆ ในเขตบอสตั้นก็เริ่มมีความต้องการ และอยากขอเข้าใช้งาน facebook บ้างเหมือนกัน มาร์คจึงได้ชักชวนเพื่อของเค้าที่ชื่อ Dustin Moskowitz และ Christ Hughe เพื่อช่วยกันสร้าง facebook และเพียงระยะเวลา 4เดือนหลังจากนั้น  facebookจึงได้เพิ่มรายชื่อและสมาชิกของมหาวิทยาลัยอีก 30กว่าแห่ง  ไอเดียเริ่มแรกในการตั้งชื่อ facebookนั้นมาจากโรงเรียนเก่าในระดับมัธยมปลายของมาร์ค ที่ชื่อฟิลิปส์ เอ็กเซเตอร์ อะคาเดมี่ โดยที่โรงเรียนนี้ จะมีหนังสืออยู่หนึ่งเล่มที่ชื่อว่า The Exeter Face Book ซึ่งจะส่งต่อ ๆ กันไปให้นักเรียนคนอื่น ๆ ได้รู้จักเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ซึ่ง face book นี้จริงๆ แล้วก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น จนเมื่อวันหนึ่ง มาร์คได้เปลี่ยนแปลงและนำมันเข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ต
 
facebook เป็น social network
 
คำว่า Facebook มาจากหนังสือเล่มที่ชื่อว่า The Exeter Face Book
 
     เมื่อประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทั้งมาร์ค ดัสติน และ ฮิวจ์ ได้ย้ายออกไปที่ Palo Alto ในช่วงฤดูร้อนและไปขอแบ่งเช่า อพาร์ทเมนท์ แห่งหนึ่ง หลังจากนั้นสองสัปดาห์ มาร์คได้เข้าไปคุยกับ ชอน ปาร์คเกอร์ (Sean Parker) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Napster จากนั้นไม่นาน ปาร์คเกอร์ก็ย้ายเข้ามาร่วมทำงานกับมาร์คในอพาร์ตเมนท์ โดยปาร์คเกอร์ได้ช่วยแนะนำให้รู้จักกับนักลงทุนรายแรก ซึ่งก็คือ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal และผู้บริหารของ The Founders Fund โดยปีเตอร์ได้ลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐฯ ด้วยจำนวนสมาชิกหลายล้านคน ทำให้บริษัทหลายแห่งสนใจในตัว facebook โดย friendster พยายามที่จะขอซื้อ facebook เป็นเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในกลางปีพ.ศ.2548 แต่ facebook ปฎิเสธข้อเสนอไป และได้รับเงินทุนเพิ่มเติมจาก Accel Partners เป็นจำนวนอีก 12.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในตอนนั้น facebook มีมูลค่าจากการประเมินอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
 
Facebook
 
Facebook ยังมีการเติบโตอยู่ตลอดเวลา
 
     facebook ยังเติบโตต่อไป จนถึงเดือนกันยายนปีพ.ศ. 2549 ก็ได้เปิดในโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย เข้าร่วมใช้งานได้ และในเดือนถัดมา facebook ได้เพิ่มฟังค์ชั่นใหม่ โดยสามารถให้สมาชิก เอารูปภาพมาแบ่งปันกันได้ ซึ่งฟังชั่นนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ในฤถูใบไม้ผลิ facebook ได้รับเงินจากการลงทุนเพิ่มอีกของ Greylock Partners, Meritech Capital พร้อมกับนักลงทุนชุดแรกคือ Accel Partners และ ปีเตอร์ ธีล เป็นจำนวนเงินถึง 25ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการประเมินมูลค่าในตอนนั้นเป็น 525 ล้านเหรียญ  หลังจากนั้น facebookได้เปิดให้องค์กรธุรกิจหรือบริษัทต่าง ๆ ให้สามารถเข้าใช้งาน facebook และสร้าง network ต่าง ๆ ได้ ซึ่งในที่สุดก็องค์กรธุรกิจกว่า 20,000 แห่งได้เข้ามาใช้งาน และสุดท้ายในปีพ.ศ. 2550 facebook ก็ได้เปิดให้ทุกคนที่มีอีเมล์ ได้เข้าใช้งาน ซึ่งเป็นยุคที่คนทั่วไป ไม่ว่าเป็นใครก็สามารถเข้าไปใช้งาน facebookได้เพียงแค่คุณมีอีเมล์เท่านั้น    ในช่วงฤดูร้อนปี 2550 ครั้งนั้น Yahoo พยายามที่จะขอซื้อ facebookด้วยวงเงินจำนวน 1,000ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่ามาร์คได้ทำการตกลงกันด้วยวาจาไปแล้วด้วยว่า จะยอมขาย facebook ให้กับ Yahoo และเพียงแค่สองสามวันถัดมา หุ้นของ Yahooก็ได้พุ่งขึ้นสูงเลยทีเดียว แต่ว่าข้อเสนอซื้อได้ถูกต่อรองเหลือเพียงแค่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มาร์คปฎิเสธข้อเสนอนั้นทันที ภายหลังต่อมา ทาง Yahooได้ลองเสนอขึ้นไปที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกครั้ง คราวนี้มาร์คปฎิเสธ Yahoo ทันที และได้รับชื่อเสียงในทางไม่ดีว่า ทำธุรกิจเป็นเด็กๆ ไปในทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาร์คปฎิเสธขอเสนอซื้อบริษัท เพราะเคยมีบริษัท Viacom ได้เคยลองเสนอซื้อ facebook ด้วยวงเงิน 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และถูกปฎิเสธไปแล้วในเดือนมีนาคมปี 2550
     มีข่าวอีกกระแสหนึ่งที่ไม่ ค่อยดีสำหรับ facebook ที่ได้มีการโต้เถียงกันอย่างหนัก กับ Social Network ที่ชื่อ ConnectU โดยผู้ก่อตั้ง ConnectU ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กที่ฮาเวิร์ด ได้กล่าวหาว่ามาร์คได้ขโมยตัว source code สำหรับ facebook ไปจากตน โดยกรณีนี้ได้มีเรื่องมีราวไปถึงชั้นศาล และตอนนี้ได้แก้ไขข้อพิพาทกันไปเรียบร้อยแล้ว
 
facebook เป็นหนึ่งใน social network ต่างๆ
โลโก้ social network ต่างๆ
     ถึงแม้ว่าจะมีข้อพิพาท อย่างนี้เกิดขึ้น การเติบโตของ facebook ก็ยังขับเคลื่อนต่อไป ในฤดูใบไม่ร่วงปี 2551facebookมีสมาชิกที่มาสมัครใหม่มากกว่า 1ล้านคนต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่วันละ 200,000 คน ซึ่งรวมกันแล้วทำให้ facebook มีสมาชิกมากถึง 50 ล้านคน โดย facebook มียอดผู้เข้าชมเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 ล้านเพจวิวต่อเดือน จากวันแรกที่ facebook เป็น social network ของนักศึกษามหาวิทยาลัย จนวันนี้ สมาชิกของ facebook 11% มีอายุมากกว่า 35 ปี และสมาชิกที่มีอายุมากกว่า 30 ปีก็เข้ามาสมัครใช้ facebook กันเยอะมาก นอกเหนือจากนี้ facebook ยังเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดย 15% ของสมาชิก เป็นคนที่อยู่ในประเทศแคนาดา ซึ่งมีรายงานออกมาด้วยว่า ค่าเฉลี่ยของสมาชิกที่มาใช้งาน facebook นั้นอยู่ที่ 19 นาทีต่อวันต่อคน โดย facebook ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 6ของสหรัฐอเมริกาและเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้อัพโหลดรูปภาพสูงที่สุดด้วยจำนวน 4หมื่นหนึ่งพันล้านรูป  จากจำนวนสถิติเหล่านี้ ไมโครซอฟต์ได้ร่วมลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อแลกกับหุ้นจำนวน 1.6 % ในเดือนตุลาคม 2551 ทำให้มูลค่ารวมของ facebook มีมากกว่า 15,000ล้านบาท และทำให้ facebookเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 5 ในหมู่บริษัทอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่ารายรับต่อปีเพียงแค่ 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลายฝ่ายได้อธิบายว่า การตัดสินใจของไมโครซอฟต์ในครั้งนี้ทำเพียงเพื่อที่จะเอาชนะ Google ซึ่งเป็นคู่แข่งขันที่จะขอซื้อ facebook ในครั้งเดียวกันนั้น คู่แข่งของ facebook ก็คือ MySpace, Bebo, Friendster, LinkedIn, Tagged, Hi5, Piczo, และ Open Social

ประวัติความเป็นมาของดนตรี!~ ^^


ประวัติความเป็นมาของดนตรี

        การสืบสาวราวเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาของดนตรีตั้งแต่สมัยโบราณมา นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้ได้ เรื่องราวที่ละเอียดโดยตลอดหรือแม้จะเพียงพอประติดประต่อ เช่นเดียวกับศิลปะด้านอื่นๆ เช่น สถาปัตยกรรม ประติมากรรม หรือจิตรกรรม และวรรณกรรม ก็ยังไม่อาจจะทำได้ เพราะดนตรีเป็นศิลปะของการใช้เสียง ถ้าหากไม่มีการจดบันทึกไว้เสียงเหล่านั้นย่อมสลายตัวสูญหายไปอย่างแน่นอน และ เนื่องจากการจดบันทึกทางดนตรีนับได้ว่าไม่เคยมีมาก่อน สมัยของการรู้จักใช้อักษรหรือสัญลักษณ์อื่นๆ เพิ่งจะมีปรากฏและเริ่มนิยมใช้กันในสมัยเริ่มต้นของยุค Middle age คือระหว่างศตวรรษที่ 5-6 และการบันทึกก็มีแต่เพียงเครื่องหมายแสดงเพียง "ระดับของเสียง" และ "จังหวะ" (Pitch and time)
ดนตรีเกิดขึ้นมาในโลกพร้อมๆ กับมนุษย์เรานั่นเอง ในยุคแรกๆ มนุษย์เรายังอาศัยอยู่ในป่าดง ในถ้ำ แม้ในโพรงไม้ก็รู้จักการร้องรำทำเพลงตามธรรมชาติ เช่นรู้จักการปรบมือ เคาะหิน เคาะไม้ เป่า ปาก เป่าเขา เป็นต้น พร้อมกันนั้นก็มีการเปล่งเสียงร้องออกมาตามเรื่อง การร้องรำทำเพลงของมนุษย์ ในยุคนั้นก็ทำไปเพื่ออ้อนวอนพระเจ้า เพื่อช่วยให้ตนพ้นภัย บันดาลความสุขความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ ให้แก่ตน หรือเพื่อเป็นการบูชา แสดงความขอบคุณพระเจ้าที่บันดาลให้ตนมีความสุขความสบาย
        โลกได้ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ดนตรีก็ได้วิวัฒนาการไปตามความเจริญ และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เครื่องดนตรีในสมัยเริ่มแรกที่เคยใช้ก็ได้วิวัฒนาการมาเป็นขั้นๆ กลายเป็นเครื่องดนตรี ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เพลงที่เคยร้องเพื่ออ้อนวอนพระเจ้า ก็กลายมาเป็นเพลงสวดทางศาสนาและ เพลงร้องโดยทั่วๆ ไปเป็นต้น
       ในระยะแรกๆ นั้นดนตรีมีอยู่เพียงเสียงเดียวและแนวเดียวเท่านั้นเรียกว่า Melody ไม่มีการประสานเสียง เวลาผ่านไปหลายศตวรรษ จนถึงศตวรรษที่ 12 มนุษย์เราจึงเริ่มรู้จักใช้เสียงต่างๆ มาประสานกันอย่างง่ายๆ เกิดเป็นดนตรีหลายๆ เสียงขึ้นมา

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประวัติการ์ตูนเรื่อง โดเรม่อน~~ ^^

Doraemon : โดเม่อ
    วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2512 เป็นวันที่เริ่มต้นพิมพ์หนังสือการ์ตูนเรื่อง "Doraemon" ในประเทศญี่ปุ่น โดยจินตนาการของนักเขียนชาวญี่ปุ่นสองคน ที่ใช้นามปากการ่วมกัน ว่า ฟูจิโกะ ฟุจิโอะ โดยตัวการ์ตูนจะเป็นเรื่องราวของหุ่นยนต์ในโลกอนาคต ศตวรรษที่ 22 ซึ่งจินตนาการให้เป็นแมวตัวกลมๆ มีความสามารถพิเศษ และกระเป๋าวิเศษที่บรรจุของมากมาย จุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กผู้ชาย ที่ขี้แย ไม่เอาไหน คนนึง และสอดแทรกคติธรรมเข้าไป ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก
ชื่อโดราเอมอน มาจากคำว่า...โดราเนโกะ แปลว่าแมวหลงทาง เอมอน เป็นคำเรียกต่อท้ายชื่อของเด็กชายในสมัยก่อน โดราเอมอน เกิดขึ้นโดยความบังเอิญในขณะที่ 2 นักเขียนการ์ตูนชื่อฮิโรชิ ฟูจิโมโต และโมโตโอะ อาบิโกะขณะที่กำลังจินตนาการ สร้างการ์ตูนตัวใหม่ด้วยความลำบาก และกดดัน เนื่องจากเหลือเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงจะถึงกำหนดส่งต้นฉบับ บังเอิญเหลือบเห็นตุ๊กตาของลูกสาว ทำให้นึกต่อไปถึงตุ๊กตา แมว ล้มลุก และกลายเป็นโดราเอมอนในที่สุด
    การ์ตูนเรื่องโดเรม่อน มีจุดเด่นในเรื่องของจินตนาการ สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ในโลกอนาคต ที่ผู้อ่านทั่วไปคาดไม่ถึง จากปลายปากกาของ อ. ทั้งสอง ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งสอดแทรกศิลปะวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเข้าไปในตัวการ์ตูน แบ่งลักษณะนิสัยของคนออกมาในแต่คาแร็คเตอร์ได้อย่างลงตัว เหมือนกับนำเอาชีวิตจริงของผู้อ่านเข้าไปเกี่ยวข้องกับการ์ตูนด้วย ดังนั้นการ์ตูนเรื่องนี้จึงเป็นที่นิยม อ่านได้ทุกเพศทุกวัย จนทำให้มีการพิมพ์การ์ตูนเรื่องนี้มากมาย สามารถขายได้ถึง 100 ล้านเล่มใน ญี่ปุ่น และแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก ถึง 9 ภาษา รวมทั้งภาษาไทยอีกด้วย นอกจากการ์ตูนแล้ว โดเรม่อน ถูกสร้างออกมาเป็นภาพยนต์ทางจอเงิน และจอแก้วมากมายหลายตอน โดย ฉายครั้งแรกที่ฮ่องกง เมื่อปี พ.ศ. 2524 และฉายที่ประเทศไทยเราครั้งแรก วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2525
ส่วนประกอบต่างๆ ของ โดเรม่อน

กำเนิดโดราเอม่อน
    จริงๆแล้ว แต่เดิมนั้นโดราเอม่อนนั้นมีผิวสีเหลือง และมีหูเหมือนแมว โดยถือกำเนิดขึ้นจากโรงงานผลิตหุ่นยนต์ในศตวรรษที่22 โดยโดราเอม่อนนั้นเป็นหุ่นที่สร้างมาเพื่อเลี้ยงเด็กๆเท่านั้น แต่ทว่า ตัวโดราเอม่อนเองนั้นมีขั้นตอนการผลิตที่ผิดพลาด ในขณะที่ทำการผลิตอยู่นั้นได้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นทำให้หุ่นโดราเอมอนตัวหนึ่งโดนไฟช็อต และกำลังหล่นลงไปในเตาหลอมขยะ ในขณะที่กำลังจะหล่นไปนั้น โดราเอมอนได้รับการช่วยเหลือจาก หุ่นยนต์แมวนักเต้นชื่อ โดราเนียโกะ โดราเอมอนได้รู้จักเพื่อนคนแรกที่นี่ และโดราเนียโกะได้มอบขนมแป้งทอดหรือ โดรายากิ โดราเอมอนเพื่อเป็นการฉลองวันที่โดราเอมอนถือกำเนิดขึ้นมา (เหตุนี้ล่ะ จึงทำให้โดราเอม่อนชอบกินขนมโดรายากิเป็นต้นมา)     ในเมื่อคนเรา การที่จะทำสิ่งใดเป็น จะต้องผ่านการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานมาก่อน หุ่นยนต์อย่างโดราเอม่อนก็เช่นกัน ก็ต้องไปอบรม เรียนที่โรงเรียนฝึกหุ่นยนต์ แต่เนื่องจากอุบัติเหตุจากการผลิตในครั้งนั้น ทำให้ความสามารถของโดราเอม่อนนั้นคล้ายๆกับโนบิตะ คือโดราเอมอนได้ทำผิดพลาดทุกอย่าง เช่น ให้หยิบประตูทุกหนแห่ง แต่ดัน หยิบห่วงผ่านตลอดออกมา เป็นต้น และได้ถูกครูใหญ่เรียกตัวไปพบและให้ย้ายไปชั้นเรียนพิเศษ ซึ่งเป็นห้องที่รวบรวมเด็กมีปัญหาเอาไว้ และโดราเนียโกะ ก็ได้อยู่ในห้องนี้ด้วย ที่ห้องนี้โดราเอมอนได้พบกับเพื่อนแท้อีกหกคน คือ 
  • โดราเดอะคิด เป็นหุ่นยนต์ที่ชอบคาวบอยเป็นอย่างมาก รักความสันโดด และเป็นโรคกลัวความสูง
  • โดราเหม็ด ที่สาม เป็นพ่อมดที่มีเวทมนคาถามากมาย และกลัวน้ำมาก เมื่อโมโหจะขยายร่างอาละวาด
  • หวังโดรา เก่งในด้านกังฟูมาก แต่แพ้ผู้หญิง มีนิสัยขี้อาย
  • เอล มาทาโดรา เป็นนัดสู้วัวกระทิงที่มีใจรักความยุติธรรมมาก อยู่ในสเปน เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นจะเปลี่ยนเป็นไดเคทสึโดรา ผู้ผดุงความยุติธรรม
  • โดรานิคอฟ หุ่นยนต์แมวที่มีความลับเยอะมาก ไม่เคยพูด มีผ้าพันคออยู่ตลอดเวลา เวลาเห็นของกลมๆ จะกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าและถ้ากินของเผ็ดจะพ่นไฟได้
  • โดราริเนียว(โดรารินโญ่) เป็นนักฟุตบอลที่เก่งมาก จะอยู่กับทีมฟุตบอลของเขาคือมินิโดราทั้ง 7 มีนิสัยขี้ลืมมาก
    และต่อมาโดราเอม่อนและเพื่อนทั้ง6ก็ได้รวมพลังกัน เป็นโดราเอม่อน ทีม และมีการ์ดแห่งเพื่อนอยู่ เพื่อติดต่อถึงกันได้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ยุคใดก็ตาม ซึ่งหาอ่านได้จาก หนังสือการ์ตูนของ line art planning(ไม่มีลิขสิทธ์) และ เนชั่นฯ
    ในพิธีจบการศึกษา หุ่นต่างๆต้องมาแสดงความสามารถให้ชม เพื่อที่จะรับการติดต่อไปทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการ เพื่อนๆในชั้นทุกคนมีคนมาติดต่อไปหมดแล้ว เหลือแต่โดราเอมอนเป็นคนสุดท้าย เมื่อโดราเอมอนแสดงจบ ได้มีสัญญานจากเด็กโดยตรงติดต่อมา แต่ทว่ากลับกลายเป็นเด็กกดปุ่มผิดเลือกมา เด็กคนนั้นก็คือเซวาชิ(ซึ่งก็คือรุ่นหลานๆๆๆของโนบิตะนั่นเอง)นั่นเอง โดราเอมอนจึงรับหน้าที่ดูแลเซวาชิ     เมื่อเซวาชิอยู่ชั้นประถม ครูได้สั่งให้ปั้นดินน้ำมันส่ง เซวาชิตัดสินใจที่จะปั้นโดราเอมอนขึ้นมา แต่ก็ทำพลาดตรงหูนี่เอง จึงได้ใช้ให้หุ่นยนต์หนูไปทำให้หูของรูปปั้นเหมือนของโดราเอมอน แต่หุ่นยนต์หนูเข้าใจผิด ไปกัดหูของโดราเอมอนแหว่ง โดราเอมอนตกใจมาก เมื่อไปหาหมอ ขณะที่ทำการรักษาอยู่นั้น ได้เกิดความผิดพลาดขึ้นทำให้หูของโดราเอมอนหายไปเลย เมื่อใครต่อใครเห็นก็ต่างพากันหัวเราะเยาะกันยกใหญ่ โดราเอมอนเสียใจมากจึงวิ่งออกไปแล้วก็ร้องไห้อยู่คนเดียว โดราเอมอนร้องไห้มากจนทำให้สีเหลืองที่ชุบตัวลอกออกมาเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งเราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ และโดรามีก็ออกมาปลอบใจและบอกกับโดราเอมอนว่าตัวเองเป็นน้องสาวของโดราเอมอน    ในด้านเซวาชิได้ออกตามหาโดราเอมอน ในขณะที่ตามหาอยู่นั้น ได้มีผู้ก่อการร้ายซึ่งกำลังหนีตำรวจจับเป็นตัวประกันไว้ โดราเอมอนก็ได้ไปช่วยออกมา (จริงๆแล้วไม่ได้ช่วยหรอก หลังจากที่หนีออกมา โดราเอมอนตั้งใจจะดื่มน้ำยาร่าเริง แต่หยิบผิดเป็นน้ำยาเศร้าโศก และเมื่อพบกลับโดรามีก็จะกินน้ำยาร่าเริงอีกครั้ง แต่ดันกลายเป็น น้ำยาเร่งความเร็ว ทำให้ต้องวิ่งไปเรื่อยๆ จนไปชนยานของผู้ก่อการร้ายพัง ) หลังจากจับผู้ร้ายได้แล้ว ทางครูใหญ่ได้จัดการฉลองให้โดราเอมอน และมอบหุ่นยนต์มินิโดรา ให้เพื่อเป็นเกียรติแก่โดราเอมอนที่จับผู้ร้ายได้     โดราเอมอนตั้งใจจะให้ของขวัญแก่เซวาชิบ้าง จึงคิดที่จะกลับไปโลกอดีตเพื่อแก้ไขบรรพบุรุษของเซวาชิให้ดีขึ้น และที่นี่เอง โดราเอมอนกับ โนบิตะ ได้พบกันเป็นครั้งแรก